มะเร็งระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี

ข้อมูลทั่วไป

  1. ปากช่องคลอด หรืออวัยวะเพศภายนอก (Valva)
  2. ช่องคลอด (Vagina)
  3. ปากมดลูก(Cervix)
  4. มดลูก(Uterus)
  5. ปีกมดลูก (Follapian tubes)
  6. รังไข่ (Ovaries)

มะเร็ง คือ การที่เซลล์ของร่างกายมีการแบ่งตัวมากผิดปกติ และมีความสามารถที่จะกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ คนเป็นมะเร็งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกๆปี เนื่องจาก  จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น  คนเรามีอายุยืนยาวมากขึ้น (Increase life span)

อวัยวะที่พบการเกิดมะเร็งได้บ่อยในสตรีชาวไทยเรียงตามลำดับ

  1. มะเร็งเต้านม
  2. มะเร็งปากมดลูก
  3. มะเร็งตับ
  4. มะเร็งปอด
  5. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
  6. มะเร็งรังไข่

ปัจจัยเสี่ยง

มะเร็งปากมดลูกพบได้บ่อยที่สุดสำหรับอวัยวะสืบพันธุ์สตรี  และเป็นมะเร็งที่แพทย์มีการศึกษาและเข้าใจถึงสาเหตุของมะเร็งที่อวัยวะนี้ การค้นหาสามารถทำได้ง่ายและสามารถป้องกันได้

ถึงอย่างไรก็ดี ก็ยังมีสตรีชาวไทยเสียชีวิตจากมะเร็งของปากมดลูกเฉลี่ยแล้วประมาณวันละ 10 คน

สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก

Rigomi (พ.ศ. 2385) และ Stern ชาวอิตาลี รายงานว่าแทบจะไม่พบว่าแม่ชี และสตรีที่รักษาพรมจรรย์ (Nun and Virgins) เป็นมะเร็งปากมดลูกเลย ดังนั้นสรุปว่ามะเร็งของปากมดลูกเกิดจากมีเพศสัมพันธ์ (Sexual inducing cancer) ซึ่งปัจจุบันนี้พิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง โดยพบเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งในเซลล์มะเร็งของปากมดลูกที่เรียกว่า HPV (Human Pappilloma Virus)

ส่วนใหญ่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทั้งชาย และหญิงจะเคยติดเชื้อนี้มาแล้ว สถิติของอเมริกาพบว่า ผู้หญิงอายุระหว่าง 18 ปี ถึง 22 ปี จะเคยติดเชื้อนี้มาแล้วมากกว่า 75 %

การติดเชื้อ HPV ตามทฤษฎีแล้วอาจติดได้จาก

1. การมีเพศสัมพันธ์ 

ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศ หรือการมีเพศสัมพันธ์วิธีอื่น (Sexual intercourse, Genital-Genital contact, Manual genital,Oral-genital) การใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดอัตราเสี่ยง แต่ไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ (Not fully protect against infection)

2. ติดต่อโดยวิธีอื่น

เช่น จากแม่สู่ทารกแรกเกิด หรือการใช้ของร่วมกัน (Undergarments,Surgical gloves) ซึ่งวิธีนี้ตามทฤษฎีอาจเกิดขึ้นได้ แต่พบได้ยากมาก

ปัญหาที่สำคัญ คือ ผู้ที่ติดเชื้อ HPV จะไม่มีอาการแสดง ดังนั้นจะไม่รู้ตัว และสามารถกระจายเชื้อไวรัสไปสู่คนอื่นๆได้

อาการแสดงของมะเร็งปากมดลูก

ระยะก่อนมะเร็ง หรือระยะเริ่มต้นของโรคนี้ จะไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ แต่ยกเว้นถ้าเป็นโรคมะเร็งมากพอสมควร อาจมีอาการดังนี้

  • เลือดออกทางช่องคลอดที่ผิดปกติ (Abnormal vaginal bleeding)
  • การมีระดูขาวที่ผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีกลิ่นเหม็น
  • ถ้ากระจายไปยังอวัยวะอื่น  อาจมีอาการปวด  ถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเลือดได้

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าระยะก่อนมะเร็ง หรือมะเร็งที่เพิ่งเริ่มเป็น จะไม่มีอาการ และการรักษาทำได้ง่าย มีโอกาสที่จะหายขาดได้สูง  วิธีที่จะทราบได้คือการมารับการตรวจภายใน เพื่อเอาเซลล์จากปากมดลูกมาตรวจที่เรียกกันว่าตรวจแป๊ป (Pap Smear) และถ้าตรวจร่วมกับการหาเชื้อไวรัส HPV (HPV DNA Test) จะทำให้ได้รับความแม่นยำใกล้ร้อยเปอร์เซ็นต์

การตรวจวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก

ถ้าตรวจเซลล์ที่ผิดปกติจากการตรวจแป๊ป หรือตรวจพบ HPV แพทย์อาจขอตรวจด้วยการส่องกล้องขยายดูปากมดลูก (Calposcopic exam) เพื่อดูหรือค้นหาบริเวณที่ผิดปกติ และจะทำการขลิบเอาชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy) เพื่อยืนยันว่ามีความผิดปกติจริง และจะได้วางแผนการตรวจเพื่อบอกระยะของโรคและวางแผนการรักษาได้ถูกต้อง

การรักษามะเร็งปากมดลูก

การรักษาขึ้นกับระยะของโรค  สำหรับการรักษาระยะเริ่มต้นอาจจะรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น

  1. ตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย (Therapeutic conization)
  2. การตัดมดลูกพร้อม ๆ กับเลาะเอาต่อมน้ำเหลืองออก (Radical hysterectomy with pelvic lymphadenectomy)

การรักษาด้วยรังสี

การรักษาด้วยรังสี

สำหรับมะเร็งปากมดลูก ใช้รักษาได้ทุกระยะของมะเร็ง และมักจะร่วมกับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดด้วย (Concurrent Chemo-Radiation treatment)

การรักษาด้วยรังสี จะประกอบด้วยการฉายรังสีด้วยเครื่องฉายรังสี (Teletherapy) และการใส่แร่ (Brachy-therapy)

การรักษาด้วยเคมีบำบัด

การรักษาด้วยเคมีบำบัดอย่างเดียว จะใช้ในกรณีที่มะเร็งกระจายไปมากพอควร ซึ่งไม่สามารถให้รังสีรักษาหรือทำการผ่าตัดได้

เป้าหมายของการรักษา

มุ่งหวังให้คนไข้หายจากโรค แต่เนื่องจากบางครั้งมะเร็งอาจกลับคืนได้ ดังนั้นภายหลังการรักษาแพทย์จะนัดให้มาตรวจเป็นระยะ ๆ และถ้ามีปัญหาหรือผลข้างเคียงจากการรักษาจะได้แก้ไข

การป้องกัน

มะเร็งของปากมดลูกป้องกันได้ ถ้าสตรีทุกท่านสนใจในสุขภาพของตัวเอง

เราทราบว่ามะเร็งของปากมดลูกเกิดจากเชื้อ HPV เราเรียกว่า High Risk HPV ซึ่งมีอยู่ประมาณ 13 ชนิด ในปัจจุบันเราพบว่า HPV ชนิดที่ 16 และ 18 เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ประมาณ 70 % ของคนที่เป็น นอกจากนี้เรายังมีวัคซีนป้องกันไวรัสสองตัวนี้

ดังนั้นถ้าสตรีชาวไทย  ได้รับการฉีดวัคซีนนี้ ก็สามารถลดอัตราเสี่ยงลงได้อย่างน้อย 70% และถ้าร่วมกับการตรวจ Pap Smear และค้นหา High Risk HPV DNA เป็นประจำตามที่แพทย์แนะนำ จะสามารถป้องกันมะเร็งของปากมดลูกได้

ที่โรงพยาบาลวัฒโนสถ เรามีบุคคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญ และพร้อมจะให้บริการคำปรึกษา ค้นหามะเร็งปากมดลูกได้  และถ้าตรวจพบเป็นโรคนี้แล้วทางทีมก็จะร่วมกันรักษาแบบองค์รวม พร้อมกันนี้ทางโรงพยาบาลยังมีเครื่องมือทันสมัยสำหรับการรักษาโดยเฉพาะ

มะเร็งของมดลูก

มะเร็งของมดลูก พบได้เป็นอันดับสามของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีไทย

สาเหตุของโรค

สาเหตุที่แท้จริงยังมาสามารถสรุปได้ แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงบางประการที่จะทำให้เกิดมะเร็งมดลูกได้

  1. อายุ (ส่วนใหญ่พบว่าเกิดในวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว)
  2. เชื้อชาติ
  3. กรรมพันธ์
  4. มีความสัมพันธ์กับโรคบางชนิด เช่น เบาหวาน  ความดันโลหิตสูง
  5. การได้รับยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น Tamoxifen (Novalex)
  6. การได้รับรังสีจำนวนมากในอุ้งเชิงกราน
  7. การได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นเวลานาน หรือภาวะไม่สมดุลย์ของฮอร์โมนเอสโตรเจน
  8. สตรีที่เป็นโรคอ้วน หรือชอบรับประทานอาหารประเภทไขมันมาก ๆ

อาการของมะเร็งปากมดลูก

โดยมากคนไข้จะมีเลือดออกทางช่องคลอดที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในวัยใกล้หมดประจำเดือน ถ้าเป็นมากอาจมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่นปัสสาวะลำบาก เจ็บปวดโดยถ่ายไม่แสบขัด มีความเจ็บปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ หรืออาการปวดในอุ้งเชิงกราน

การวินิจฉัยโรค

  1. จากประวัติการมีเลือดออกผิดปกติ  การตรวจภายใน
  2. การตรวจด้วยคลื่นความถี่สูง (Ultrasound) โดยเฉพาะการตรวจผ่านทางช่องคลอด (Vaginal ultrasound)
  3. การตัดชิ้นเนื้อหรือขูดมดลูก เพื่อเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ ( Endometrial biopsy or Endometrial curettage)
  4. การตรวจด้วยเครื่อง CT Scan โดยเฉพาะตรวจด้วยเครื่อง PET/CT Scan
  5. การตรวจด้วยการส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopic study)

การรักษามะเร็งปากมดลูก

  1. การรักษาขึ้นกับระยะของมะเร็ง
  2. การรักษาอาจทำได้หลายอย่าง
  3. การผ่าตัด โดยการผ่าตัดเอามดลูก ปีกมดลูก รังไข่ ตลอดถึงเอาต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน และบริเวณเส้นเลือดใหญ่ในท้อง (Para-aotic lymph nodes)
  4. รังสีรักษา อาจใช้รักษาร่วมกันกับการรักษาอย่างอื่น เช่น หลังผ่าตัด หรือรังสีรักษาอย่างเดียวโดยการฉายรังสี (Tele-therapy) และการใส่แร่ (Brachytherapy)
  5. การรักษาด้วยเคมีบำบัด การรักษาด้วยวิธีนี้ใช้รักษาในกรณีทีมีการกระจายไปแล้ว หรือใช้ร่วมกับการรักษาอย่างอื่นเพื่อลดการกลับคืนของมะเร็ง
  6. การรักษาด้วยฮอร์โมน โดยมากใช้ในรายที่คนไข้เป็นมากแล้ว เป็นการรักษาแบบประคับประคอง แต่ในบางกรณี เช่นผู้ป่วยมีอายุน้อย และเพิ่งเริ่มเป็นมะเร็ง และมีความต้องการมีบุตร อาจรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมน และติดตามดูการตอบสนองต่อฮอร์โมน ถ้าได้ผลก็ปล่อยให้ผู้ป่วยมีบุตรได้และควรผ่าตัดเอามดลูกออกเมื่อมีบุตรเพียงพอ

การป้องกันมะเร็งมดลูก

  1. การคุมกำเนิดด้วยยาเม็ดคุมกำเนิด จะลดอัตราการเกิดมะเร็งได้
  2. ถ้าจำเป็นต้องให้ฮอร์โมน โดยเฉพาะการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนต้องประเมินความเสี่ยงให้ดี ในกรณีสตรีวัยหมดประจำเดือน
  3. การออกกำลังกายเป็นประจำ ควบคุมอาหารหวาน มัน ควบคุมน้ำหนักอย่าให้อ้วน
  4. ควบคุมโรคประจำตัว เช่นเ บาหวาน หรือความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ผู้เขียน

ผศ.พญ.ดวงมณี ธนัพประภัศร์ นพ.ภานนท์ เกษมสันต์ นพ.โซ่สกุล บุณยะวิโรจน์ พญ.ศิริวรรณ ตั้งจิตรกมล